บริเวณด้านหน้าของบูติกทอดส์ (TOD'S) ณ พารากอน (Paragon) สิงคโปร์ ได้ถูกเนรมิตให้เป็นห้องแสดงนิทรรศการขนาดกะทัดรัด ใต้โถงเพดานสูงแสนหรูหราของส่วน "Atrium" ถูกประดับประดาด้วยธง "Tod's" ผืนยาว เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่ได้เดินทางมายังเอเชียมาเป็นเวลานับสิบๆ ปีแล้ว ปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ทอดส์จะจัดแสดงนิทรรศการกระเป๋าแสนคลาสสิกที่ถือเป็นไอคอนของทอดส์นั่นคือ "D-Bag" หลากรุ่น เพื่อให้บรรดาสาวกทอดส์รุ่นใหม่ได้รู้จักความเป็นมาของกระเป๋ารุ่นตำนานนี้มากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นการให้เกียรติแด่เจ้าหญิงไดอาน่า ผู้ซึ่งทอดส์ได้ตั้งชื่อกระเป๋า D-Bag นี้ตามชื่อตัวอักษรแรกของเธอนั่นเอง
เมื่อออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปีค.ศ.1997 กระเป๋า D-Bag ของทอดส์กลายเป็นไอคอนเพียงชั่วข้ามคืน สิ่งที่ทำให้ D-Bag แตกต่างจากกระเป๋าใบอื่นๆ ก็คือโครงสร้างของกระเป๋าที่ไม่เหมือนใคร ความพิเศษความสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นจากการใช้ช่างฝีมือยอดเยี่ยมผู้มีความรู้ความชำนาญขั้นสูงและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านการทำกระเป๋าอย่างแท้จริงนั่นเอง กระเป๋าแต่ละใบทำด้วยมือล้วน ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้วัสดุและหนังคุณภาพสูงสุดนั่นคือความโมเดิร์น หรูหรา และที่สำคัญคือความคลาสสิกตลอดกาล
ย้อนกลับมาที่บริเวณนิทรรศการในช่วงของทางเข้างานก็ได้พบกับภาพยนตร์สั้นสวยคลาสสิกของทอดส์อันแสนประทับใจ ที่ฉายวนไปมาจนต้องเดินเข้าไปดูซ้ำอีกหลายรอบ ภาพยนตร์เรื่องที่ว่าคือ "An Italian Moment" ที่ทอดส์สร้างขึ้นสำหรับโปรโมตแคมเปญฤดูร้อน 2011 แสดงถึงไลฟ์สไตล์อันสวยงามและแสนรื่นรมย์ของชาวอิตาเลียนเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งกายให้กับสาวกทอดส์ ถัดไปเป็นการจัดแสดงกระเป๋า D-Bag ที่เริ่มจากรุ่นแรกในปีค.ศ.1997 และรุ่นต่อๆ มาเพื่อแสดงถึงวิวัฒนาการของกระเป๋าไอคอนของทอดส์ที่เป็นที่ชื่นชอบของสุภาพสตรีทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงไดอาน่าผู้ล่วงลับ (Princess Diana), เจ้าหญิงคาโรลีน เดอ โมนาโก (Caroline de Monaco), เคธี่ โฮลมส์ (Katie Holmes), ไดแอน ครูเกอร์ (Diane Kruger) ฯลฯ ต่างล้วนแล้วแต่ชื่นชอบความคลาสสิกของตัวกระเป๋าที่ยังคงประสบความสำเร็จต่อเนื่องในทุกๆ ฤดูกาล ถัดไปเป็นการแสดงประติมากรรมกระเป๋า D-Bag ซึ่งทำจากเรซิ่นผสมทอง เงิน ทองแดงและแก้ว ออกมาได้งดงามไม่แพ้กับประติมากรรมอีกชิ้นที่ทำจากสแตนเลสสตีล จัดวางอยู่ในตู้แลดูล้ำค่าดุจงานศิลป์ในพิพิธภัณฑ์ นอกจากนั้นในงานยังมีนักทำกระเป๋าชาวอิตาเลียนซึ่งบินมาสาธิตศิลปะหัตถกรรมการทำกระเป๋า D-Bag ทุกขั้นตอนให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแสดงศิลปะ "Made in Italy" อย่างแท้จริง ดาราเอเชียระดับฮอลลีวูด มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) ก็บินตรงมาร่วมงานนี้เช่นกัน เธอได้ออกแบบลวดลายโดยวาดลงบนกระเป๋า D-Bag เป็นรูปนกนางนวลและกิ่งไม้แห่งเสรีภาพ เพื่อแสดงถึงการสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการความช่วยเหลือ กระเป๋าที่มีเพียงใบเดียวในโลกนี้จะถูกนำออกประมูลอย่างไม่เอกเกริกในสิงคโปร์และฮ่องกงเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในญี่ปุ่นเนื่องจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิ
นิทรรศการกระเป๋า D-Bag ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงถึงประวัติศาสตร์และปรัชญาของกระเป๋ารุ่นไอคอนที่มีวิวัฒนาการทั้งหมด 4 รุ่นดังนี้
- Iconic D-Bag กระเป๋ารุ่นออริจินัล ถูกออกแบบและเผยโฉมในปีค.ศ.1997 เป็นกระเป๋าที่แสนสง่างามและมีประโยชน์ใช้สอย ประสบความสำเร็จในทันทีและกลายเป็นกระเป๋าคู่ใจเซเล็บระดับนานาชาติ
- New D-Bag เป็นกระเป๋าร่วมสมัยสำหรับสหัสวรรษ ซึ่งแลดูนุ่มนวลขึ้นและเปิดด้านบนได้
- D-Bag เป็นรุ่นที่แลดูรีแลกซ์และแลดูเก๋ไก๋ทันสมัยดั่งเช่นรุ่นก่อนๆ รุ่นนี้ยังคงความคลาสสิก แต่ตัดทอนโครงสร้างลง
- D-Bag Luxury เป็นการพัฒนาของแบบล่าสุด ซึ่งหรูสุดขีดและซับในด้วยหนังแท้

ในงานมีการสาธิตการทำกระเป๋า D-Bag ด้วยมือทุกขั้นตอน เพื่อแสดงถึงศิลปะ "Made in Italy" อย่างแท้จริง รายละเอียดของความหรูหราบนกระเป๋า D-Bag ที่แสนคลาสสิก กระเป๋า D-Bag รุ่นร่วมสมัย กระเป๋า D-Bag Luxury ที่หรูสุดขีดด้วยการใช้วัสดุอย่างขนเฟอร์หรือหนังอัลลิเกเตอร์เมื่อพลิกดูด้านในของ D-Bag รุ่นล่าสุดก็ยิ่งพบกับเซอร์ไพรส์ด้วยการซับในด้วยหนังแท้



