คงไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า "ไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความพยายาม แม้กระทั่งคนที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ในตัว" เพราะเมื่อเรามองย้อนกลับไปก้ได้พบว่า แม้กระทั่งตัวดีไซเนอร์ระดับตำนานผู้นี้ยังเริ่มต้นชีวิตการทำงานในวัย 22 ด้วยการเป็นผู้จัดการแกลเลอรี่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผลงานของศิลปินชื่อดังในยุคนั้น เช่น ซาลวาดอร์ ดาลี, จิอาโคเมตติ, พอล คลี และมาร์ค จาคอบ แต่นั่นกลับกลายเป็นข้อดีที่น่าอิจฉา เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบในขณะนั้นช่วยสะท้อนพรสวรรค์ในงานศิลป์และเพาะบ่มมุมมองทางศิลปะของเจ้าตัวให้มากยิ่งขึ้น และเมื่อแกลเลอรี่ประสบปัญหาด้านการเงินจนต้องปิดตัวไป ก็เป็นจุดพลิกผันทำให้เขาหันไปเริ่มจับงานด้านตัดเย็บและออกแบบเสื้อผ้าแทน ความสนใจในศิลปะผนวกกับการเริ่มต้นชีวิตการทำงานในแวดวงผู้มีพรสวรรค์อันเปี่ยมล้นส่งผลให้ผลงานในสายอาชีพ "ช่างตัดเสื้อผ้าแฟชั่น" ของเขานั้นเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจด้านศิลปะ
พาเหรดกระเป๋าสวยประจำซัมเมอร์จาก Coccinelle - เมื่อคุณภาพการตัดเย็บเครื่องหนังสุดเนี๊ยบสไตล์อิตาเลี่ยนมาบรรจบกับเทรนด์มินิมัลลิสม์ (Minimalist) คอลเลกชั่นกระเป๋าใหม่ล่าสุดประจำซัมเมอร์ของ Coccinelle จึงดูท่าว่าจะกลายเป็นใบโปรดของสาวๆ หลายคนได้ไม่ยาก แถมยังพาเหรดมาให้เลือกกันทุกเฉดที่กำลังฮิตตั้งแต่ฟ้าน้ำทะเล เหลืองเลมอน เขียวสดแบบต้นหญ้า สีฟลูโอสะท้อนแสง เมทาลิก ไปจนถึงสีเบสิกอย่างสีขาว-ดำ และสีเอิร์ธโทนที่ดูคลาสสิกตลอดกาล
กว่า 70 ปีแล้ว แอ็กเนส บี (Agnes B หรือในภาษาฝรั่งเศสว่า อานแยส เบ) ยังคงดีไซน์คอลเลกชั่นเสื้อผ้าและกระเป๋าของเธอเองเสมอด้วยแนวคิดที่ว่า "ดั้งเดิมแต่ไร้กาลเวลา เรียบง่ายแต่มีสไตล์ ลุคแบบนานาชาติแต่แฝงไว้ด้วยความเป็นฝรั่งเศส" แอ็กเนส บี เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า "ฉันไม่เคยวางแผนทำอะไร ฉันคิด ฉันวาด แล้วฉันก็ดีไซน์ ฉันไม่เคยได้รับอิทธิพลจากดีไซเนอร์คนอื่น ฉันไม่ไปแฟชั่นโชว์ ฉันไม่เคยอ่านนิตยสารแฟชั่น และฉันไม่ไปช็อปปิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าด้วยซ้ำ"
สไตล์ที่ประสบความสำเร็จของเธอนั้นมาจากเมืองแวร์ซายส์เมืองเกิดอันเป็นที่ตั้งของพระราชวังอันเป็นศูนย์รวมของศิลปินวัฒนธรรมและความเจริญของประเทศฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่หล่อหลอมเธอมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก บวกกับวิถีชีวิตที่ชอบเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ และพบปะกับผู้คนมากมายทั่วโลกของเธอ แอ็กเนส บี นำสไตล์ของตัวเองผนวกกับประสบการณ์ต่างๆ มาใช้ในไลน์กระเป๋าเสื้อผ้าไม่ว่าจะ FEMME ไลน์เสื้อผ้าผู้หญิงเปี่ยมไปด้วยสไตล์หลากหลาย HOMME ไลน์เสื้อผ้าผู้ชายที่เรียบแต่โก้หรู หรือ SPORT B. ไลน์สปอร์ตแวร์ที่ใส่สบาย แต่ยังคงไว้ซึ่่งลุคแบบหนุ่มสาวชาวปารีเซียง
ความคลาสสิกของกระเป๋าอะมาโซน่า (Amazona) อยู่ที่ดีไซน์เรียบง่าย ฟังก์ชั่นใช้งานไม่ซับซ้อน และคุณภาพของหนัง ซึ่งแน่นอนว่าผ่านฝีมือตัดเย็บของช่างยอดฝีมือที่ทำงานกับโลเอเว่ (Loewe) มานานกว่าครึ่งศตวรรษ อะมาโซน่าซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปีค.ศ. 1975 คืองานฝีมืออันเกิดจากการนำแผ่นหนังคุณภาพ 61 ชิ้นมาประกอบ ผ่านขั้นตอนการทำ 250 ขั้นและใช้เครื่องมือการตัดเย็บ 45 ชิ้น คุณค่าของ "งานฝีมือชั้นสูง" ปรากฏบนพื้นที่ทุกตารางนิ้วของกระเป๋าอะมาโซน่าใบแล้วใบเล่า และเร็วๆ นี้ยังถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือ Master of Leathers (ลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ภาพประกอบของโรเบิร์ต คลาร์ก) ทว่าสำหรับสจ๊วร์ต วีเวอร์ส (Stuart Vevers) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของโลเอเว่ ผู้ผลักดันให้กระเป๋าอะมาโซน่าก้าวสู่สถานะกระเป๋าไอคอนที่โด่งดังทั่วโลก ความประทับใจแรกกลับอยู่ที่เรื่องจุดกำเนิด "ตอนแรกผมไม่นึกชอบกระเป๋าใบนี้เลยนะ" วีเวอร์สารภาพ "แต่มีคนเล่าให้ฟังว่ากระเป๋าอะมาโซน่าถูกออกแบบมาเพื่อฉลองการปลดแอกของผู้หญิง ในยุคที่การปกครองแบบเผด็จการของสเปนสิ้นสุด กระเป๋าใบนี้จึงมีความเป็นอิสระ ทั้งนุ่ม เบา สวยงาม เป็นกระเป๋าใช้งาน 24 ชั่วโมงใบแรกจากโลเอเว่" เขาเล่า "ผมรู้จักประวัติกระเป๋าอื่นๆ มาก็หลายใบ แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้เลยนะ"
บริเวณด้านหน้าของบูติกทอดส์ (TOD'S) ณ พารากอน (Paragon) สิงคโปร์ ได้ถูกเนรมิตให้เป็นห้องแสดงนิทรรศการขนาดกะทัดรัด ใต้โถงเพดานสูงแสนหรูหราของส่วน "Atrium" ถูกประดับประดาด้วยธง "Tod's" ผืนยาว เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่ได้เดินทางมายังเอเชียมาเป็นเวลานับสิบๆ ปีแล้ว ปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ทอดส์จะจัดแสดงนิทรรศการกระเป๋าแสนคลาสสิกที่ถือเป็นไอคอนของทอดส์นั่นคือ "D-Bag" หลากรุ่น เพื่อให้บรรดาสาวกทอดส์รุ่นใหม่ได้รู้จักความเป็นมาของกระเป๋ารุ่นตำนานนี้มากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นการให้เกียรติแด่เจ้าหญิงไดอาน่า ผู้ซึ่งทอดส์ได้ตั้งชื่อกระเป๋า D-Bag นี้ตามชื่อตัวอักษรแรกของเธอนั่นเอง